ความลับใต้ต้นไม้ 6-02-06

posted on 18 Jan 2008 11:47 by ohmybossy in Year2006

 

-- ความลับใต้ต้นไม้ --

Start end of Jan at TCDC

Finish 6 Feb.

at Starbuck Sukhumvit 24 Rd.

                      

                       โจวมูหวั่ กระซิบถ้อยคำหนึ่งที่เรามิอาจล่วงรู้ไว้ใต้ต้นไม้ที่กัมพูชา

 

ชายคนเดียวกันอธิบาย การกระทำนี้ไว้ในหนังเรื่องต่อมา....

                       

                        เมื่อเวลาเรามีความลับอะไร จงไปพูดใส่ต้นไม้ และความลับนั้นจะคงอยู่ตลอดไป

 

ถึงแม้การกระทำข้างต้น จะเป็นส่วนเล็กน้อยเมื่อเทียบกับความงดงาม ราวกับภาพถ่ายที่เคลื่อนไหวในหนังที่ผมชอบที่สุดเรื่องหนึ่งของ หว่องกาไว      “  In the mood for love ” และ 2046 แต่สิ่งที่เขากระทำนั้น ก็ทำให้ผมรู้สึกสงสัย ว่าเหตุใดเวลาที่คนเรามีปัญหาพวกเขาถึงต้องการระบายให้ใครสักคนฟัง....สิ่งนั้นอาจเป็นเพื่อนสนิท มิตรสหาย ญาติ พ่อแม่ ผู้ใหญ่ที่เคารพ ตลอดจน หมา แมว ปลาทอง กระต่าย โต๊ะ เตียง หรือ หมอนข้าง .......

                       

คนทุกน ผมว่าน้อยคนนักที่จะไม่ประสบปัญหา หากแต่วิธีที่พวกเขาจะรับมือกบมันนั้น คงแตกต่างกันไป บางคนอาจปลีกตัวอยู่คนเดียวเงียบๆ ระบายความขัดข้องหมองใจกับธรรมชาติและเฝ้ารอซึ่งคำตอบ ขณะที่บางคน โทรนัดแนะเพื่อนสนิท และปล่อยให้เขาคนนั้นเป็นเพียงผู้รับฟัง แต่อย่างไรก็ตามสิ่งใดที่ขัดข้องหมองใจ ให้มันระบายออกมาก็ยังดีกว่าเก็บไว้ ทั้งให้สิ่งเหล่านั้นสะสมและหมักหมม รอวันที่ระเบิดออกมา

                   

                            ไม่ใช่ใครก็ได้ แต่หากเป็นใครสักคน

  เมื่อใดก็ตามหากเราเลือกที่จะระบายความขัดข้องหมองใจออกไปนั้น บุคคลที่อยู่ตรงหน้านั้นน่าจะเป็น บุคคลที่เราค่อนข้างไว้วางใจ และสามารถพึ่งพิงได้ แม้จะไม่ใช่คำปรึกษา แต่การตบไหล่สักสองสามที ก็คงทำให้หัวใจได้อบอุ่น การที่เราได้เป็นผู้รับฟังปัญหาของใครสักคนแล้วอย่างน้อยก็อาจจะเชื่อได้ว่าเขาไว้ใจเรา และพร้อมจะให้เราพาเขาผ่านช่วงเวลาอันยาวนานนี้ไป การที่เราได้รับรู้ปัญหาของใคร สิ่งนั้นก็อาจจะเป็นภูมิคุ้มกันในอนาคต หากเมื่อกงล้อแห่งโชคร้าย มาตกที่เราบ้าง

                       

ผมว่าสิ่งที่สำคัญอีกสิ่งหนึ่งเวลามีเรื่องขัดข้องหมองใจ นั้นคือการจัดระบบความคิด เมื่อประสบปัญหา และจิตใจได้ว้าวุ่น วกวน ใดเลยเล่าที่เราจะสามารถหาทางออก จริงอยู่ในสถานการณ์นั้น การรวบรวมสมาธิคงเป็นอะไรที่ยากเติมทีดังนั้น หากได้ระบายออกไปก่อน คงจะทำให้ภาพในหัวเคลียโล่ง หมอกควันแห่งความคลุมเครือคงพัดจาง

                       

หากลองมองย้อนไปเมื่อยังเด็ก ปัญหาของพวกเขานั้นล้วนดูจิ้บจ้อย ขณะเดียวกันปัญหารักแรกของวัยรุ่น ก็เต็มไปด้วยความเดียงสา แต่ในช่วงเวลานั้นสำหรับพวกเขา เราคงปฏิเสธไม่ได้ว่าโลกของเขาเกือบแตกเป็นเสี่ยงๆ นั้นก็อาจเป็นว่าพอพวกเราได้โตขึ้นประสบการณ์บางอย่าง ปัญหาบางประเภทที่พวกเราล้วนประสบพบเผชิญ แต่ชีวิตก็จักต้องดำเนินต่อไป แล้วจะอย่างไรกับช่วงชีวิตตอนนี้เล่า...?

 

หากโลกของเราจวนจะแตกเป็นสอง การถอยออกมาสักก้าว หรือใช้เวลาเป็นเครื่องเยียวยา รอยแยกนั้นอาจเป็นเพียงแค่รอยขูดขีด แต่ก็นั้นแหละบางทีคำพูดแบบมองโลกในแง่ดีเช่นนี้ ก็อาจจะดูดีเกินไปหากเราไม่ตกอยู่ในสถานการณ์นั้นๆเอง ก็ยอมไม่รู้ เมื่อโลกของเราไม่ได้มีความยุติธรรม และชีวิตก็อาจก็อาจไม่ได้สวยงามเท่าไร บางคนถึงได้ฝากชีวิตไว้ในโลกหน้า หรือในความฝัน อย่างไรก็ตาม หากเรามีสิทธิ์เลือก แล้วใยที่เราจักเลือกชีวิตให้เศร้าตรมอมทุกข์

 

เราน่าจะหัวเราะกับมันหรือกระซิบระบายใต้ต้นไม้

ดำเนินชีวิตต่อไป......

ถึงแม้มันจะเป็นการเสแสร้งมากๆก็ตามที

edit @ 18 Jan 2008 12:13:29 by Boss

edit @ 18 Jan 2008 12:14:52 by Boss

Comment

Comment:

Tweet