ควันคลุ้งข้างถนน 7-02-06

posted on 21 Jan 2008 09:27 by ohmybossy in Year2006

 ควันคลุ้งข้างถนน 7

Feb 2006

Starbuck Sukhumvit 24 Rd.

ถ้านับตอนนี้เป็นปัจจุบันแล้ว ผมไม่ได้นั่งรถเมล์มากว่า 3 ปีแล้วเห็นจะได้.....

เมื่อก่อนที่ยังเรียนอยู่มหาลัย ผมค่อนข้างพึ่งพาระบบขนส่งมวลชนเป็นประจำ เนื่องจากพื้นที่ของมหาลัยไม่เอื้ออำนวยให้ผมขับรถไปจอดสักเท่าไหร่ เช้าของแต่ละวันคุณพ่อของผมก็จะขับรถมาส่งตรงท่ารถตู้เพื่อให้ผมนั่งรถตู้ บางนา-สายใต้ ไปลงที่สนามหลวงแล้วจึงเดินต่อไปที่มหาลัย ขากลับหากไม่มีธุระสังสรรค์ใดๆ ผมก็จะเดินจากท่าพระจันทร์ไปต่อรถเมล์สาย ปอ.8 ที่ท่าช้าง มาลงที่ปากซอยหรือสยาม เพื่อต่อรถไฟฟ้า รถสองแถว เข้าบ้านอีกที

ว่ากันตามตรง......

การไปกลับบ้านของผมในแต่ละวัน ก็ดูน่าลำบากไม่ใช่น้อย ทั้งเส้นทางที่ผมเดินทางกลับนั้น ก็เป็นเส้นทางหลักที่มีผู้ใช้บริการคับคั่ง แต่อย่างไรก็ตาม  ผมค่อนข้างพอใจ  บรรยากาศ   ของมันอยู่ทีเดียว

ผมชอบบรรยากาศ ลุง ป้า น้า อา พี่ๆ ที่นั่งขายของเต็มสองข้างทางตั้งแต่ท่าพระจันทร์ จนถึงท่าราชฯ

ผมชอบการชะเง้อมองสาวๆ เมื่อรถจอดป้ายที่สยาม (และภาวนาให้คนข้างๆลุกออกและมีสาวๆน่ารักมานั่งแทน)

ผมชอบ  ( แอบ )  ฟังบทสนทนาในโทรศัพท์มือถือของแต่ละคนที่นั่งในรถเมล์

ตลอดจนละครน้ำเน่าของชายหนุ่ม หญิงสาวที่เลือกรถเมล์เป็นที่ปรับความเข้าใจ (แม้เขา-เธอจะไม่เต็มใจก็ตามที)

ผมยังชอบนั่งมองวิวของสองข้างทางดูผู้คนมากมาย เดินกันให้ขวักไขว่ รีบชิงกลับบ้านหรือทำธุระส่วนตัว

บางครั้งสำหรับยามบ่ายอันเงียบสงบหรือดึกดื่นมืดค่ำ รถเมล์ก็เป็นตู้อ่านหนังสือชั้นดีตัดขาดจากโลกภายนอก นั่งอยู่ท่ามกลางผู้คนแปลกหน้า

                       

 สิ่งต่างๆเหล่านี้ได้ขาดหายไปจากชีวิตของผมเมื่อได้เดินทางโดยรถส่วนตัว ซึ่งเมื่อจัดร่างกายอยู่หลังพวงมาลัยแล้วสมาธิคงอยู่กับถนนเบื้องหน้า หรือไม่ก็เสียงเพลงดังสนั่นหู

 

จริงอยู่ที่เราถึงที่หมายเร็วขึ้นและสะดวกสบาย ไม่ต้องทนเบียดเสียดยัดเยียดร้อนอบอ้าว แต่เรื่องราวของผู้คนข้างทางที่เราอาจจะ เก็บเกี่ยว สิ่งใดๆจากเขาได้ก็หายไปเช่นกัน

สิ่งต่างๆมีอยู่รอบตัวเรา เพื่อให้เราได้เรียนรู้ ซึ่งหากว่าเราไม่สังเกต ขวนขวายตักตวงมันก็ย่อมผ่านเลยไปกับสายลม

                       

มีสิ่งที่ประทับใจผมมากที่สุดสิ่งหนึ่งจากภาพที่เห็นจากข้างถนน....

 

นั่นคือผมได้มีโอกาสเห็นการเฉลิมฉลองปีใหม่จากสังคมที่ต่างกันสุดขั่ว เมื่อได้นั่งรถผ่านย่านสุขุมวิทและคลองเตย บรรยากาศในร้านอาหารสุดหรูกับกองจาน ลาบน้ำตก ส้มตำ ที่จัดว่างบนโต๊ะ ราคาที่ต่างกันลิบลิ่ว

 

แต่ ณ วินาทีนั้น ผมไม่เห็นใครนั่งเศร้ามัวหมอง จะมีอะไรดีไปกว่า ได้แบ่งบันช่วงเวลาดีๆกับคนที่เราอยู่ด้วยแล้วมีความสุข

 

สิ่งต่างๆโดยรอบเป็นแค่อุปกรณ์ประกอบฉาก...... ความสุขเบื้องหน้าต่างหากที่เป็นสิ่งจำเป็น

 

ทุกครั้งที่ภาพนี้เกิดขึ้นมาในหัว ผมก็รู้สึกอดยิ้มไว้ไม่ได้และรู้สึกขอบคุณในความบังเอิญ หรือสิ่งใดก็ตามที ที่ชักพาให้ภาพเหล่านี้ติดอยู่ในความทรงจำของผม

                       

บางครั้งในวันที่จิตใจยุ่งเหยิง  ผมก็มักจะเลือกขับรถในความเงียบ

 

ถึงแม้อาจจะช่วยอะไรไม่ได้มาก แต่อย่างน้อยความสงบอาจช่วยให้ผมได้เห็นอะไรมากขึ้น

เวลาช่างเป็นสิ่งมีค่า และพร้อมจะเยียวยาทุกๆสิ่ง เพียงเวลาอย่างเดียวคงไม่ได้ทำให้เราสบายขึ้นหรือปัดเป่าให้ปัญหาหายไป

 แต่เวลาน่าจะมีส่วนช่วยให้ ความวุ่นวายในจิตใจได้เจือจาง และตัวเราเองนั่นแหละ จะมองเห็นซึ่งหนทางให้ความทุกข์คลี่คลาย

 

ประสบการณ์, เรื่องเล่า และภาพผู้คนสองข้างทาง เหล่านี้     ทำได้แค่ เปิดมุมมองต่างๆให้เรา

ความยากของมันอาจแค่อยู่ที่ว่า เราจักสามารถเปิดใจรับให้มัน มากน้อยแค่ไหนและให้มันเข้ามามีอิทธิพลต่อตัวเราได้อย่างไร

 ทุกสิ่งทุกอย่างที่รายล้อม ไม่ว่าจะเป็น ผู้คน ตึกรามบ้านช่อง ป้ายโฆษณา ขุนเขา หรือ  สายน้ำล้วนทำหน้าที่เป็นอาจาร์ยให้แก่เราทั้งสิ้น หากเพียงแต่เราจะสามารถพินิจพิเคราะห์ และ นำไปใช้ด้วยวิถีทางอันใด ?สิ่งนั้น....คงเป็นเพียงตัวเราที่จะพบซึ่งคำตอบ....

edit @ 21 Jan 2008 09:45:17 by Boss

Comment

Comment:

Tweet

ที่เราเขียนว่า "ความสะดวกรวดเร็วไม่ได้แปลว่าคุณภาพชีวิตที่ดีเสมอไป" ก็คือสิ่งเหล่านี้แหละ ภาพ, กลิ่น, เสียง และความรู้สึกที่ผ่านเลยไปอย่างรวดเร็ว เมื่อเราใช้ชีวิตให้ทันตามความเร็วนั้น

แต่ถ้าเราชะลอความเร็วลงสักหน่อย แตะเบรกให้กับชีวิต เราก็จะอิ่มเอมกับสิ่งรอบๆ ตัว รู้สึกสงบและสบายใจ

#1 By Mr.big (61.90.217.70) on 2008-01-21 13:43